#สัจจะไร้สิ่งคู่.

#คัมภีร์ เต๋า เต๋อ จิง.

เรื่อง. จริงหรือไม่ที่เราทั้งหลาย “ต้องการแต่ผล ไม่ค่อยสนวิธีการ”?

โดย: Lita De Pran
ชอบ: (0)
ไม่ชอบ: (0)
Created: 30 Jan 2020

เรื่อง.  จริงหรือไม่ที่เราทั้งหลาย “ต้องการแต่ผล ไม่ค่อยสนวิธีการ”?

ในทางพุทธศาสนาพูดถึง เรื่อง อิทัปปัจจยตา “เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น” (เรื่องของเหตุและผล) คือ การทำเหตุ ให้ถูกต้อง เดี๋ยวผลก็จะออกมาเอง หรือเป็นเรื่องของ กรรม คือการกระทำว่า “กระทำอย่างหนึ่ง ได้ผลอย่างหนึ่ง กระทำเปลี่ยนไป ผลที่ได้รับก็ย่อมเปลี่ยนไป”.

ขอยกตัวอย่างเรื่อง “ประเพณีการไหว้ตรุษจีน” ซึ่งการไหว้ตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวจีนนั้น ทำเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษที่ท่านได้ทำให้เราในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ แต่ปัจจุบันนี้มีความเข้าใจผิด คือถือโอกาสใช้การไหว้นี้เพื่อไหว้ร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

หรือ เรื่องการสอบแข่งขันในระหว่างเรียนหนังสือ ในบางครั้งผู้ปกครองเองต่างพึ่งพาอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้บุตรหลานสอบผ่าน, ต่อมาในช่วงที่เป็นวัยทำงาน เราต่างร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ประสบความสําเร็จในการทำงานนั้นๆ เป็นต้น, รวมถึงในยามเจ็บป่วย เราก็ยังคงต้องการให้หายจากการเจ็บป่วย นั้น ด้วยการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้คือ ตัวอย่างที่พบทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ตอนนี้ มีโรคไวรัสโคโรน่าระบาดที่ประเทศจีน และแพร่กระจายมายังไทยด้วยแล้ว และสิ่งที่เกิดเป็นข่าวขึ้นว่า มีญาติผู้ป่วยชาวจีน ต้องการให้หมอผู้ไม่สามารถรักษาญาติของเขาได้ควรตายตกตามไป จึงเห็นว่า ญาติของผู้ป่วยท่านนี้เห็นแก่ตัวอย่างมาก

จาก ๓ ตัวอย่างที่กล่าวมา จะสังเกตเห็นได้ว่า สถานการณ์เหล่านี้นั้น เราไม่สามารถควบคุมได้ ด้วยเหตุว่า เราไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวอย่างเพียงพอ หรือ เพราะเราไม่เข้าใจในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นต้นเหตุให้ต้องพึงพา เทพเจ้ากุมาร ฯลฯ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ อย่างแพร่หลาย

จึงเกิดมีคำถามว่า เพียงเพราะ……ต้องการแต่ผล จึงไม่ค่อยสนวิธีการ”? ใช่หรือไม่?

ซึ่งคนส่วนใหญ่ “ต้องการแต่ผล ไม่ค่อยสนวิธีการ” ปัญหาที่สำคัญอยู่ที่เราคาดหวังให้ผลที่เกิดขึ้นเป็นไปตามแบบที่ตนต้องการคือ ตามตัณหา ความอยากของเราเท่านั้น หลักพุทธศาสนาสอนว่า หาก “ผล”นั้น เกิดขึ้นจากความอยากที่ประกอบด้วยตัณหา จักทำให้เราไม่สนในอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะต้องไปเอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียน เข่นฆ่า แย่งชิงเพื่อให้ได้มาตามตัณหาความอยากของเรา เช่นกรณีข่าว ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง บุกปล้นร้านทองและยิงทำร้ายผู้อื่นให้เสียชีวิต เพียงเพราะต้องการผล จากตัณหาความอยากให้มีเงินทองมาใช้จ่ายแก่ตนเท่านั้นเอง

อาตมามักพบคำถามจากผู้มาปฏิบัติธรรมว่า จะต้องใช้เวลาเท่าไรเพื่อจะเพียรทำสมาธิให้สำเร็จ เป็นต้น ซึ่งอาตมาเองก็ไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ เพราะขึ้นอยู่ว่า บุคคลนั้นมีอัตตาสูงแค่ไหน จึงเป็นข้อสรุปว่า คนเหล่านั้นต้องการแต่ผลไม่ค่อยสนวิธีการ หรือ คำพูดว่าปล่อยวาง นั้น ท่านปล่อยวางกันได้จริงหรือไม่ หรืออาจเป็นเพียงการพักชั่วคราวเพราะไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้.

ดังนั้น อะไรก็ตามที่เราประสงค์จะทำ หากเราทำด้วยตัณหาความอยาก ทำด้วยกิเลส จะนำมาซี่งความทุกข์เสมอ ซึ่งจะทำให้เราไม่สนในวิธีการ หรือขั้นตอนการปฏิบัติอีกต่อไป  แต่ถ้าหากเราตั้งเป้าประสงค์ในวันนี้ ด้วยการกระทำที่เกิดจากความเหมาะสม ไม่ใช่เกิดจากความอยาก และพึงดูแลใส่ใจในกระบวนการ รวมถึงขั้นตอนการปฏิบัติเป็นสำคัญอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเราต้องยอมแลกกับความเหน็ดเหนื่อย หรือยอมบาดเจ็บ เพื่อที่จะเรียนรู้ให้เกิดความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ ก็ตาม และเมื่อเราทำเช่นนี้ได้แล้ว เรื่อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ เรื่องผลประโยชน์ต่างๆ จะค่อยๆ จางหายไปจากใจเราในที่สุด.

เรียบเรียงธรรมบรรยาย โดย ลลิต. มณีธรรม

No comments yet...

Leave your comment

69146

Character Limit 400